วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552

ความหลังไอศกรีม

เมื่อกาลนานโน้น ไอศกรีม (Ice Cream) หรือ ไอติม กำเนิดในประเทศจีน จากการนำหิมะบนยอดเขาผสมกับนํ้าผลไม้ และกินในขณะที่หิมะยังไม่ทันละลายดี
กระทั่งปลายศตวรรษที่ 13 นักสำรวจโลกคนดัง "มาร์โคโปโล" เดินทางสู่จีน เขาชื่นชอบของหวานเย็นนั้น จึงนำสูตรกลับไปอิตาลี โดยระหว่างเดินทางมีการเติมนมลงไปด้วย กลายเป็นสูตรของเขาโดยเฉพาะ และแพร่หลายไปทั่วอิตาลี ฝรั่งเศส แล้วข้ามไปอังกฤษ
ต่อมา อิตาลีพัฒนาจนเกิดเป็นต้นตำรับไอศกรีมแบบปั่นให้เย็นจนแข็ง เรียกว่าเจลาโต (Gelato)
แล้วแพร่หลายไปในฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 16 ก่อนไปอเมริกา ในสหรัฐอเมริกา เบื้องแรกไอศกรีมเสิร์ฟอยู่ในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น กระทั่งหนุ่มชาวบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ เจคอบ ฟัสเซลล์ (Jacob Fussell) ริเริ่มผลิตไอศกรีมเป็นอุตสาหกรรม และจำหน่ายแก่ปวงชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม มีข้อแตกต่างอยู่บ้างระหว่างไอศกรีมเจลาโต้ของอิตาลีกับไอศกรีมสไตล์อเมริกัน เช่น อัตราส่วนขององค์ประกอบ ขั้นตอนการผลิตบางขั้น เป็นต้น ส่งผลต่อกลิ่น รส และเนื้อสัมผัสที่ต่างกัน
สำหรับประเทศไทย ไอศกรีมเข้ามาช่วงใดไม่มีหลักฐานเอกสารแน่ชัด แต่สันนิษฐานกันว่าคงมาหลังสมัยรัชกาลที่ 5
ซึ่งมีการผลิตนํ้าแข็งกินเองแล้ว ไอศกรีมยุคนั้นทำจากนํ้าหวานหรือนํ้าผลไม้ปั่นเย็นจนแข็ง แต่ไม่มีนมหรือครีมผสมด้วย เรียกว่า "ไอติม" ใช้แรงคนปั่น โดยมีหม้อทองเหลืองเส้นผ่าศูนย์กลาง 50-60 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร ภายในมีรูคล้ายลังถึงสำหรับเสียบกระบอกโลหะทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร บรรจุนํ้าผลไม้หรือนํ้าหวาน กระบอกนี้คือแม่พิมพ์ที่ทำให้ไอติมเป็นแท่ง

การปั่นต้องใช้มือจับหูหม้อทองเหลืองทั้ง 2 ข้าง แกว่งหรือหมุนไปมาในถังไม้ที่ใส่นํ้าแข็งผสมเกลือ
หลังจากปั่นได้ครึ่งชั่วโมง - 1 ชั่วโมง ไอของความเย็นจะเริ่มเกาะรอบนอกของกระบอก นํ้าหวานข้างในจะเริ่มแข็งตัว ช่วงนี้ต้องเสียบไม้เข้าไปตรงกลางเพื่อเอาไว้จับกิน จากนั้นหมุนต่อไปอีกจนไอติมแข็งตัว เอากระบอกโลหะไปจุ่มในนํ้าอุ่นเพื่อให้ดึงไอติมออกจากกระบอกง่ายขึ้น นำไปใส่กระติกเร่ขาย ปัจจุบันยังมีไอติมแบบนี้ออกขายอยู่
ต่อมา บริษัทป๊อบ ผู้ผลิตไอศกรีมตราเป็ด ไอศกรีมรายแรกของเมืองไทย สั่งซื้อเครื่องทำไอศกรีมจากต่างประเทศมาผลิตไอศกรีมได้ครั้งละมากๆ เน้นความสะอาดและคุณภาพ
ทำให้ไอศกรีมเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว โดยไอศกรีมตราเป็ดยุคแรก ๆ ยังเป็นไอติมหวานเย็น ก่อนมีการดัดแปลงรสชาติใหม่ ๆ เป็นรสระกำ เฉาก๊วย ลอดช่อง โอเลี้ยง ข้าวเหนียวแดง ถั่วดำ ฯลฯ พร้อมกับนำสูตรใส่นมจากต่างประเทศทำให้เนื้อไอศกรีมละเอียดและเนียน เป็นที่นิยมยิ่งขึ้น
ไทยสมัยนั้นยังสามารถดัดแปลงไอศกรีมจนเป็นเอกลักษณ์ไทยคือ ไอติมกะทิ โดยใช้กะทิสดผสมนํ้าตาลใส่แทนนมและครีม ไม่ต้องใช้กระบอกทำเป็นแท่ง แต่ใช้ตักใส่ถ้วยเป็นลูกๆ และมีคำเรียกขานใหม่ว่า "ไอติมตัก"
ต่อมาจึงมีแบบตักใส่ถ้วยกรอบและขนมปังผ่ากลาง จุดเด่นของไอศกรีมกะทิคือ ดัดแปลงให้มีรสชาติต่างๆ ได้ง่าย เช่น เติมลอดช่อง เม็ดแมงลัก ข้าวโพด ขนุน และเผือก เป็นถ้วย เอ๊ย! เป็นต้น

ต้นกำเนิดเกิดแร่เพชรขึ้นมาบนโลก โดนดาวหาง พุ่งเข้าชน

วารสาร “วิทยาศาสตร์” สหรัฐฯราย งานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ ได้สำรวจพบฝุ่นละอองของเพชร หล่นโปรยปรายอยู่ตาม พื้นที่ต่างๆของทวีปอเมริกาเหนือ ส่อแสดงว่าโลกเคยโดนฝูงดาวหางชน สมัยเมื่อในราว 13,000 ปีมาแล้ว สร้างความยุ่งเหยิง ทำให้โลกต้องตกอยู่ใต้คำสาปของความหนาว เหน็บ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์อื่นๆ พากันสูญพันธุ์จนหมด
รายงานการศึกษาส่อว่า ปรากฏการณ์อัศจรรย์เหมือนกับเอามาจากคัมภีร์ไบเบิล บรรยายว่าได้เกิดการระเบิดขึ้นในชั้นบรรยากาศอย่างไม่หยุดยั้งหลายชุด เสียงกัมปนาทเท่ากับการระเบิด ของลูกระเบิดปรมาณูเป็นร้อยลูกพันลูก นักวิจัยกล่าวว่า เพชรที่เรียกว่า “เพชรนาน” ได้เกิดขึ้นยามที่เกิดภาวการณ์ที่อุณหภูมิทะยานขึ้นสูงพร้อมกับความกดดัน อันเนื่องจากการกระทบหรือชนกันในจักรวาล แบบเดียวกับการระเบิดที่เกิดขึ้นเหนือดินแดนทุงกุสกา ในแคว้นไซบีเรีย เมื่อ พ.ศ. 2451 เป็นเหตุให้ ต้นไม้เตียนราบลงเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร
นายดัก เคนเนทท์ หัวหน้าคณะได้พบฝุ่นละอองชิ้นกระจิริดของเพชรตามที่ต่างๆ ในรัฐอริโซนาไปจนถึงรัฐเซาธ์แคโรไลนา และเข้าไปในเมืองอัลเบอตา และมานิโทบาของแคนาดา ฝังอยู่ในระดับที่สอดคล้องตรงกับที่เริ่มเกิดขึ้นมาในยุค “ยังเกอร์ ไดรอัส” เมื่อ 12,900 ปีมาแล้ว ที่เกิดเป็นยุคตกอยู่ใต้คำสาปของความหนาวเย็นนานถึง 1,300 ปี ระหว่างนั้นบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีอยู่ในทวีปอเมริกา เช่น เสือเขี้ยวดาบ ตัวสลอตยักษ์พากันสูญพันธุ์ลง.

วิตามินมีประโยชน์แต่หากทานเกินอาจมีโทษ

การทานวิตามินมีประโยชน์ต่อร่ายกาย แต่ถ้าทานเยอะเกินไปอาจมีโทษต่อร่างกายได้
วิตามินโดยทั่วไป หากทานมากเกินไป ไม่มีอันตราย ร่างกายจะขับออก แต่มีวิตามินบางชนิด หากได้รับมาก จะต้องได้รับสารอื่น เช่น หากได้วิตามิน C มากต้องได้แร่ทองแดง ดังนั้น ไม่ควรทานเกินกว่ากำหนด ตัวอย่าง วิตามิน A หากได้มากกว่า 25000 IU จะทำให้ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผิวแห้ง คันและผมร่วง หากได้มาก ตับม้ามจะโต ปวดกระดูก
ส่วนวิตามิน D หากได้มากเกิน 50000 IU จะทำให้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ท้องร่วง น้ำหนักลดและมีพิษต่อตับ และวิตามิน C โดยทั่วไปไม่มีพิษ แต่หากได้เกิน 1 กรัมจะทำให้เกิดคลื่นไส้ ท้องร่วง ตะคริวและเกิดนิ่วที่ไตธาตุเหล็ก หากได้รับขนาดสูง จะระคายกระเพาะและท้องผูก

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

ภูมิแพ้ทางอาหาร ร้ายแรงแค่ไหน?



หลายคนทราบหรือไม่ว่าโรคภูมิแพ้นั้น มีปฏิกิริยาที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้ แล้วคุณละคิดว่าตัวเองเป็นภูมิแพ้หรือไม่ ?

โรคภูมิแพ้คืออะไร

โรคภูมิแพ้ คือโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งในคนปกติไม่มีปฏิกิริยานี้เกิดขึ้น ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ มีปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อ ฝุ่น ตัวไรฝุ่น เชื้อราในอากาศ อาหาร ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ เป็นต้น สารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกินนี้เรียกว่า 'สารก่อภูมิแพ้' โรคภูมิแพ้ สามารถแบ่งได้ตามอวัยวะที่เกิดโรคได้เป็น 4 โรคคือ โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้,โรคแพ้อากาศ,โรคตาอักเสบจากภูมิแพ้,โรคหอบหืด,โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

จากข้อมูลเบื้องต้น ลองมาทำความรู้จัก "โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร" ร้ายแรงแค่ไหน

-โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร อาจปรากฏอาการได้ในหลายระบบของร่างกาย โดยอาจเกิดเฉพาะในระบบใดระบบหนึ่งหรือร่วมกันหลายระบบก็ได้ ที่พบบ่อยได้แก่

-ระบบผิวหนัง เช่น อาจเป็นลมพิษแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง มีอาการที่ผิวหนังอักเสบ หรือบวมตามผิวหนัง เป็นต้น ที่พบบ่อยในเด็ก พบว่าการแพ้ไข่ หรือนมวัว มักทำให้เกิดผิวหนังอักเสบในทารก ส่วนการแพ้อาหารทะเล เช่น กุ้ง ปู ปลา มักทำให้เกิดลมพิษแบบเฉียบพลัน สารผสมในอาหารเช่นสี สารกันบูด หรือเชื้อราที่ปนเปื้อน อาจทำให้ลมพิษเรื้อรังมีอาการกำเริบขึ้นได้ เป็นต้น

-ระบบทางเดินอาหาร อาจมีปากอักเสบ แผลในปาก ปวดท้อง ท้องเดิน เลือดออกในทางเดิน อาหาร หรือลำไส้อักเสบ เป็นต้น

-ระบบหายใจ อาจมีจมูกอักเสบ หลอดลมอักเสบ การบวมของกล่องเสียงและหลอดลม หรือหืดได้ ซึ่งมักเกิดร่วมกับอาการในระบบอื่นด้วย

ชนิดของโรคภูมิแพ้จากอาหารตามระยะเวลาที่เกิดอาการหลังได้รับอาหารแล้ว อาจแบ่งได้เป็น

-ชนิดที่มีอาการเฉียบพลัน คือเกิดอาการหลังรับประทานภายใน 2-3 นาที ถึง 1 ชั่วโมง โดยอาจมีอาการคันปากและเพดาน ลมพิษขึ้น หากอาการรุนแรงอาจถึงกับช็อคหมดสติได้

-ชนิดมีอาการช้า อาจเกิดอาการภายหลังรับประทานอาหารเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันได้

อาหารชนิดใดที่เป็นตัวการของการเกิด โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร

-ในเด็ก อาหารที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้มีดังนี้คือ นมวัว ไข่ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ปลา

-ในผู้ใหญ่ อาหารที่เป็นสาเหตุ คือ นม อาหารทะเล ปลา ถั่ว อย่างไรก็ตามอาหารชนิดอื่นนอกเหนือจากนี้ ก็มีโอกาศแพ้ได้

อาการของโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร และสาเหตุอื่นๆ

อาการของโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร อาจเกิดขึ้นกับระบบใดๆก็ได้ในร่างกาย ในบางคน อาจมีอาการทันทีที่รับประทานอาหารที่แพ้เข้าไป บางคน อาจมีอาการหลังจากนั้นประมาณ 1-2 ชั่วโมง อาการที่พบอาจเป็นอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้องแบบบิด อาการทางผิวหนัง เช่น การมีผื่นขึ้น ริมฝีปาก ลิ้น ช่องปากบวม อาการทางระบบทางเดินหายใจเช่น หายใจมีเสียงวี๊ด หายใจลำบาก อึดอัด แน่นในลำคอ อาการที่รุนแรงที่สุดคือ อาการช็อค ซึ่งเกิดเนื่องจาก ปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่รุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรีบด่วน

อาการต่างๆ ที่กล่าวมานี้ เป็นอาการที่เกิดจาก ปฏิกิริยาภูมิแพ้อย่างเดียวหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ อาการต่างๆ เหล่านี้ อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกับภูมิแพ้ ดังตัวอย่างที่กล่าวไว้เรื่องท้องเดินจากการดื่มนม ซึ่งมีสาเหตุมาจากการขาดเอนไซม์ แลคโตส ซึ่งใช้ในการย่อยนม เป็นต้น

สำหรับสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายโรคภูมิแพ้ ได้แก่ อาการสั่นจากอาหารหรือเครื่องดื่มที่ผสม คาเฟอีน อาการหอบ ที่เกิดจากการสารประกอบอาหารเช่นผงชูรส สารพิษที่ถูกปล่อยจากเชื้อโรคบางชนิดที่อยู่ในอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องเดิน การติดเชื้อพยาธิในทางเดินอาหาร โรคของระบบทางเดินอาหารเอง เช่น โรคกระเพาะ โรคทางเดินน้ำดี และสาเหตุทางจิตใจ

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2551

30 อย่างที่ชีวิตนี้ควรทำ





วันนี้มีข้อความโดนใจมาฝากกัน สำหรับสิ่งที่เราควรทำ ไปดูกันเลย
1. เฝ้าดูดวงอาทิตย์ตกอย่างจริงจัง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
2. อย่าดูถูกผู้อื่น
3. พูดคำว่า "ขอบคุณ" ให้มาก ๆ
4. มีชีวิตอยู่ภายใต้จุดมุ่งหมายของตนเอง
5. ปฏิบัติกับคนอื่นเช่นเดียวกับที่ตนอยากให้คนอื่นปฏิบัติกับตน
6. บริจาคเลือดทุกปี
7. คบหาเพื่อนใหม่ และรำลึกถึงเพื่อนเก่าเสมอ
8. รักษาความลับให้เป็น
9. ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง
10. จงแสดงความกล้าหาญ ถึงแม้ว่าตนจะไม่ใช่คนกล้าก็ตาม
11. ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก มิใช่เพื่อการเป็นหนี้สิน
12. อย่าขี้โกง
13. อ่านหนังสือธรรมะอย่างจริงจัง ปีละ 1 ครั้ง
14. เรียนรู้ที่จะฟัง
15. อย่าสิ้นหวัง
16. อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด ๆ
17. อย่าแสดงอะไรออกมาเมื่อมีความโกรธ
18. มีบุคลิกที่ดี เดินเข้าไปในห้องทำงานอย่างมั่นใจ
19. อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์
20. จงตั้งใจแพ้ศึกเล็ก ๆ เพื่อเอาชนะศึกใหญ่ ๆ
21. อย่าคบกับบุคคลที่ไม่เคยสูญเสียสิ่งใด ๆ เลย
22. อย่านินทาลับหลัง
23. เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก จงปฏิบัติกับมันราวกับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
24. อย่าคิดว่าชีวิตจะยุติธรรมเสมอไป
25. อย่าประเมินอำนาจของการให้อภัยต่ำเกินไป
26. อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง
27. อย่ากลัวที่จะกล่าวว่า "ผมเสียใจ"
28. อย่ากลัวที่จะกล่าวว่า "ผมไม่รู้"
29. จงเขียนเรื่องราว 25 ประการที่อยากรู้ก่อนตายไว้ในกระเป๋า และนำมันติดตัวไปด้วยเสมอ
30. โทรศัพท์ถึงพ่อ - แม่ บ้าง (ไม่ใช่โทรหาแต่แฟนอย่างเดียว)
เพื่อน ๆ ทำได้กี่ข้อกันเอ่ย..................

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Origines du Père Noël

C'est Saint Nicolas qui a inspiré le Père Noël.

On retrouve dans la représentation du Père Noël tout ce qui faisait la symbolique du personnage de Saint Nicolas : la longue barbe blanche, la mitre qui est devenu un bonnet de fourrure, le grand manteau rouge. Il voyage dans un traîneau tiré par des rênes, Saint Nicoals voyageait sur le dos d'un âne. Pour cette raison, dans certaines régions de France, les enfants déposent sous le sapin de Noël, un verre de vin pour le Père Noël et une carotte pour son âne.
Chaque région de France lui donna un nom différent : le Père Noël est appelé " Chalande " en Savoie,

" Père janvier " en Bourgogne et dans le Nivernais,

" Olentzaro " dans le pays basque ou encore

" Barbassionné " en Normandie.
Saint Nicolas a été importé aux Etats-Unis au XVIIe siècle par les immigrés allemands ou hollandais où il aurait pris une l'ampleur commerciale que nous connaissons actuellement, subit des transformations vestimentaires et culturelles pour se transformer en un Père Noël plus convivial et serait ensuite revenu en Europe.
Pour les américains, Saint Nicolas est Sinter Klaas qui devint Santa Claus.

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

รู้มั้ยว่า OK มีที่มาอย่างไร??

คนส่วนใหญ่ น้อยคนนักที่ไม่รู้จักคำว่า O.K. เรามักจะได้ยินคนพูดกันติดปาก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ไม่ว่าวัยใดก็ตาม แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า.. คำคำนี้มีที่มาอย่างไร ? คำว่า O.K. มาจากคำเต็มว่า Oll Korrect ซึ่งที่ถูกต้องคือ All Correct ( แปลว่า ถูกต้อง )



มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจจาก พ่อค้าชาวอเมริกันคนหนึ่ง มีฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงานสูง




แต่การศึกษาน้อย ทุกครั้งที่เขาสั่งงานลงในใบสั่ง ถ้างานชิ้นใดถูกต้อง ตกลง และอนุมัติ เขาจะ เขียนคำว่า Oll Korrect ลงในใบสั่งใบนั้นเสมอๆ ต่อมากิจการของพ่อค้าคนนี้ มีความเจริญก้าวหน้ามาก งานที่ติดต่อมาก็มีมากขึ้น ใบสั่งงานก็มีมากมายล้นโต๊ะ การที่เขาจะต้องเขียนคำ Oll Korrect ลงในใบสั่งทุกใบทำให้ต้องใช้เวลามาก เขาจึงย่อเหลือเพียงสั้นๆ คำ O.K. ซึ่งมีผล และความหมายเหมือนกัน คำว่า "อนุมัติ" นั่นเอง และก็เลยมีการใช้กัน อย่างแพร่หลาย ทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน มากันจนปัจจุบันทั่วโลกทีเดียว