วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

มาจัดบ้านหวาน… ต้อนรับวาเลนไทน์กันดีกว่า



เมื่อเทศกาลแห่งรัก 14 กุมภาพันธ์ เวียนมาถึง ของขวัญแห่งความรักมากมายก็ทยอยออกมาเรียกน้ำย่อย ตั้งแต่ช่อดอกไม้สวยงามไปจนถึงช็อกโกแลตรูปทรงแปลกตา และสำหรับการสังสรรค์ของคู่รัก หรือการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน มีที่ไหนเป็นส่วนตัวเท่ากับฉลองที่บ้านเล่า… เอ้า! เมื่อเป็นเช่นนี้สาวๆ หนุ่มๆ คนไหนที่จะพาแฟนไปบ้าน ลองนำเคล็ดลับดังต่อไปนี้ไปเปลี่ยนบ้านให้เป็นสวรรค์นะจ๊ะ

โดย คุณ วงศรณ สุทธิกุลพาณิช อินทีเรียร์ดีไซเนอร์อิสระ บอกเคล็ดลับง่ายๆ เพื่อความโรแมนติกในวันวาเลนไทน์สำหรับทุกคู่รัก และใครก็ได้ที่รักกัน ให้จัดบ้านดังนี้จ้า. . .

1. ไลติ้ง

เรื่องของแสงเป็นตัวการเปลี่ยนบรรยากาศให้โรแมนติกได้ง่ายที่สุด ถ้าบ้านใครติดตั้งไฟแบบวอร์มไวท์ เพียงแค่ปรับลดแสงลง แค่นี้ก็ซึ้งแล้ว . . . จากนั้นเพิ่มโคมไฟตั้งโต๊ะแทนที่ เพื่อให้แสงภายในบ้านนุ่มนวลขึ้น หรือจะจุดเทียนในบางจุดก็ได้ แต่ขอแนะนำว่าอย่าจุดมากจนเกินไป เพราะแสงเทียนจะวูบวาบเมื่อโดนลม แสงจากโคมไฟจึงเหมาะที่สุด และเป็นแสงที่นิ่งไม่วูบไหว

แต่ในกรณีที่บ้านใครติดตั้งไฟเดย์ไลต์ หรือใช้หลอดไฟฟลูออเรสเซนซ์โดยเฉพาะ ถ้าเป็นแสงสีขาว แสงที่ออกมาจะทำให้ห้องดูแข็งกระด้าง ไม่นุ่มนวล จะทำลายอารมณ์โรแมนติกหมด ขอแนะนำให้ปิดไปเลย เปลี่ยนไปใช้โคมไฟแทน เพื่อให้ห้องนุ่มนวลขึ้น

ในกรณีที่ใครกำลังสร้างบ้านใหม่ หรือจะเปลี่ยนแปลงระบบไฟใหม่ ในห้องนั่งเล่น หรือห้องที่ต้องการบรรยากาศโรแมนติก ขอแนะนำให้เลือกใช้ไฟแบบวอร์มไวท์ เพราะสามารถปรับระดับแสงได้ตามความต้องการ หรือติดตั้งไฟสีส้มเพื่อให้แสงนุ่ม ให้ความรู้สึกอบอุ่นกว่า แถมยังช่วยขับผิวพรรณสาวหนุ่มให้ดูดีขึ้นอีกด้วย

2. ผิวสัมผัส

นอกจากแสงที่เปลี่ยนบรรยากาศให้โรแมนติกแล้ว ผิวสัมผัสที่ได้รับก็ส่งผลต่ออารมณ์เช่นกัน ในที่นี้หมายถึงงานผ้าในการตกแต่ง ตั้งแต่ผ้าบุโซฟา ผ้าม่าน หากสามารถเปลี่ยนเป็นเนื้อผ้าที่มีความอ่อนนุ่มได้ เช่น ลินิน ไหม หรือซาติน ก็จะช่วยให้สิ่งรอบๆ ตัวดีขึ้นไปหมด

สัมผัสที่นุ่มนวลย่อมมีผลต่ออารมณ์ที่นุ่มนวล ทั้งยังเปลี่ยนเป็นบรรยากาศที่สบายๆ ได้มากขึ้น นุ่มนวลอบอุ่นมากขึ้น

3. สีสัน แม้สัญลักษณ์ของวาเลนไทน์จะเป็นกุหลาบสีแดง แต่การตกแต่งห้องด้วยสีแดงทั้งหมดนั้นอาจรุนแรงไป ไม่ว่าจะเป็นแดงหรือชมพูก็ตาม หากสีเยอะจนเกินไปจะดูแป๋น ซึ่งผู้หญิงอาจชอบ แต่ขอแนะนำว่าไม่เหมาะกับผู้ชายเท่าไหร่

ผู้ชายเหมาะที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมในโทนสีที่อบอุ่น เช่น น้ำตาลออกกาแฟ หรือสีเขียวมะกอก ดังนั้นการแต่งห้องด้วยสีจึงต้องระวังให้ดี คือไม่ให้เป็นสีจัดรุนแรงทั้งหมด แต่ควรมีการเบรกด้วยสีอื่นบ้าง เช่น ถ้าห้องสีเข้มแล้วก็ควรใช้ของตกแต่งที่เป็นสีอ่อนบ้าง ในทางกลับกัน หากห้องสว่างสดใสก็แต่งเฟอร์นิเจอร์สีเข้มลงไป เช่น ห้องสีขาวหรือครีม ก็ควรใช้งานผ้าสีกาแฟ หรือแดงได้เล็กน้อย เป็นต้น

4. การจัดโต๊ะ

วาเลนไทน์ทั้งที มื้อนี้อิ่มกับคนรักต้องพิเศษกว่าธรรมดาหน่อย วงศรณแนะนำว่า ความตื่นเต้นบนโต๊ะอาหารสร้างง่ายๆ ด้วยชุดภาชนะนี่เอง เปลี่ยนให้สวยงามสดใสตามใจชอบ ภาชนะที่เหมาะควรเป็นชุดที่มีรายละเอียดเป็นลวดลายที่อ่อนหวาน ภาชนะเรียบๆ ไม่เหมาะในโอกาสนี้

สิ่งที่เติมเต็มบรรยากาศอีกอย่างก็คือ แผ่นรองจาน ซึ่งช่วยเพิ่มความหรูหราให้มื้ออาหารนั้น ทำให้มีความรู้สึกที่พิเศษขึ้น และพิถีพิถันมากขึ้น

ที่สำคัญพลาดไม่ได้ก็คือ ควรมีการจัดโต๊ะสักเล็กน้อย วิธีการจัดก็ง่ายๆ คือจัดลงไปที่กลางโต๊ะ หรือที่เรียกว่าเซ็นเตอร์พีซ โดยการใช้เชิงเทียนแสนหรู เหมาะสมกับบ้านและฐานะ หรือจัดดอกไม้ลงไป ควรระวังไม่ให้ดอกไม้ในแจกันเว่อสุดขีด หรือใหญ่เกินไป เพราะจะบังหน้า ควรจะต้องเตี้ยกำลังดี รวมทั้งเรื่องของสีดอกไม้ด้วย อย่าลืมเลือกให้กลมกลืนกับสีของบ้านและภาชนะ

นอกจากดอกไม้บนโต๊ะอาหารแล้ว การจัดดอกไม้ในบ้านสำหรับวันสำคัญนี้ก็เป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม เพราะดอกไม้เติมอารมณ์โรแมนติกได้ดี ถ้าเป็นห้องโปร่งสีขาวหรือสีสว่าง ควรเลือกดอกไม้แบบดอกเล็กๆ ใบเล็กๆ มีสีหวานอย่างพาสเทล เพื่อเพิ่มความหวาน และให้ภาพรวมที่นุ่มนวล แต่ถ้าชอบสีแดงของดอกกุหลาบก็จัดแต่งได้ แต่ต้องไม่มาก หรือผูกขาดแค่สีเดียวเพราะจะทำให้น่าเบื่อ และดูแรงไป ควรจัดสีแดงไว้จุดหนึ่ง แล้วจุดอื่นๆ ก็ใช้สีอื่นที่เบาลงมา เพื่อให้บ้านธรรมดาๆ มีชีวิตชีวาและมีสีสัน

เคล็ดลับง่ายๆ จากนักออกแบบตกแต่งภายในคนนี้ คงช่วยสร้างสีสันของบ้านให้อบอวลไปด้วยบรรยากาศของความรักได้อย่างไม่ยากเย็นเกินไปนัก ใช่ไหมล่ะ . .

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2552

เคยดมกันมั้ย ยาดมพม่า

เมื่อรู้สึกวิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม สิ่งแรกที่หลายคน ๆ นึกถึงน่าจะเป็นยาดมใช่ไหมคะ เพราะเป็นที่รู้กันมานานนมแล้วว่า เมื่อเรารู้สึกวิงเวียนศีรษะ หรือเมื่อมีคนเป็นลมนั้น ให้เอายาดมมาให้ดม แล้วจะรู้สึกดีขึ้น
ทำให้ยาดมเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีขายตามร้านทั่ว ๆ ไป แต่ล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้มีการวางจำหน่าย ยาดมพม่า กันอย่างแพร่หลาย หลาย ๆ คนเองก็ติดใจในกลิ่นของยาดมพม่านี้ จนต้องซื้อหาติดบ้านติดตัวไว้ไม่ได้ขาด
ยาดมพม่านั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "ยาหอมอะปาทะ" ในขณะที่บางคนก็เรียกว่า "ยาปอดลุก" หรือ "ยาดมบุเรงนอง" ประกอบด้วยสมุนไพรหลัก ๆ สามชนิดด้วยกันนั่นคือ กานพลู ลูกจันทร์ และพริกไทย ซึ่งสมุนไพรหลัก ๆ ทั้งสามชนิดนี้มีสรรพคุณตามตำราแพทย์แผนโบราณที่ใช้รักษาจนมาจนเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน
ส่วนหนึ่งด้วยราคาที่ค่อนข้างถูกคือ 15 - 20 บาทเท่านั้นทำให้เจ้ายาดมพม่าตัวนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า หลาย ๆ คนต่างก็พกเอาไว้เพื่อความอุ่นใน ไร้อาการเมาต่าง ๆ จากการเดินทางทั้งนั้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องระวังเอาไว้ด้วยนะคะ เพราะยาดมที่ประกอบด้วยสารของเมนทอล การบูร ซึ่ง เมื่อสูดดมเข้าไปมาก ๆ อาจจะทำให้เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบได้ ซึ่งอาการของคนที่มีเยื่อบุจมูกอักเสบจะมีอาการบวมของโพรงจมูก ทำให้จมูกคัดหรือตีบและมีน้ำมูกไหล
เพราะฉะนั้นก็ดมแต่พอดี ๆ เมื่อมีอาการไม่สู้ดี อย่างเช่นรู้สึกวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายเป็นลมก็พอนะคะ เวลาปกติก็ไม่ควรดมให้มากนะคะ


วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

15 วิธีแก้เคราะห์ สะเดาะกรรมให้ร่ำรวย



การแก้กรรมสะเดาะเคราะห์เป็นการทำพิธีตามความเชื่อโบราณว่าจะสามารถส่งเสริมดวงชะตาให้ดีขึ้น มักรวมไปถึงการต่ออายุ หรือแก้ไขสิ่งเลวร้ายให้กลายเป็นดี การเริ่มทำบุญตั้งแต่ต้นปีก็จะเพิ่มดวง เสริมสง่าราศีให้ชีวิตมีความสุข และประสบความสำเร็จตลอดทั้งปีและตลอดไปอย่างแน่นอน

1. ถือศีล 5 การถือศีล 5 เป็นประจำจะช่วยเสริมดวงชะตาและจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีงาม การทำดีและไม่เบียดเบียนใครถือเป็นการทำบุญกุศลที่ได้อานิสงส์ เป็นผลให้เกิดความโชคดี และแก้เคราะห์ลดกรรมได้

2. การถือศีล 8 จะช่วยเสริมดวงและแก้เคราะห์ได้เช่นเดียวกับการถือศีล 5 แต่การถือศีล 8 นั้นปฏิบัติได้ยากยิ่ง แต่เมื่อปฏิบัติได้สำเร็จจะได้กุศลแรงนักปฏิบัติแล้วยังช่วยเสริมดวงอำนาจบารมีได้

3. กินเจ ก็เพื่อลดละชีวิตสัตว์ ซึ่งได้อานิสงส์ผลบุญสูงและควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ถ้าอธิษฐานไว้ว่า 7 วัน ก็ทำให้ครบ 7 วัน อาจตั้งจิตว่าจะทำทุกวันพระและทุกเดือน หรือปฏิบัติทุกเดือน เดือนละ 3 วัน หรือ 7 วัน เป็นต้น

4. ไหว้พระและถวายดอกไม้ ธูปเทียน รวมทั้งการปิดทองคำเปลวและเครื่องหอม ผลบุญนี้จะทำให้ชีวิตรุ่งเรือง มีความเจริญก้าวหน้า

5. ถวายน้ำมันตะเกียง เพื่อความรุ่งโรจน์โชติช่วงของชีวิต เช่นเดียวกับความสว่างของแสงตะเกียง ทำให้พ้นจากความมืดมิดทั้งการดำเนินชีวิต รวมทั้งปัญหาและความคิดที่สว่างไสวไม่อับจนหนทาง

6. ถวายสังฆทาน เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยถวายสิ่งของจำเป็นแด่พระสงฆ์ อานิสงส์ผลบุญจะส่งให้ชีวิตหมดเคราะห์หมดโศก จะทำสิ่งใดก็ราบรื่นไม่ติดขัด พบแต่ความสำเร็จสมปรารถนา รวมทั้งมีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ ไม่ขัดสน

7. ไหว้พระ ไหว้บูชาเทพต่างๆ จะทำให้พบกับความสุข ความเจริญเกิดความสุขใจว่ามีที่พึ่งพิง ยึดเหนี่ยว นำมาซึ่งกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไปและรู้สึกเสมอว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง 8. ทำบุญปล่อยสัตว์ เป็นการไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น แต่ถือว่าได้บุญแรง จะต้องทำด้วยความตั้งใจจริง เช่น การไปซื้อสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าไปปล่อย ไถ่ชีวิตวัวควายถวายวัดเพื่อมอบให้ชาวนานำไปใช้ประโยชน์ ซื้อปลาในตลาดที่จะถูกฆ่าไปปล่อยน้ำ ผลบุญนี้ยังผลให้หมดทุกข์ หมดภัย และพบความสุขความเจริญในชีวิต

9. ทำบุญ ให้ทาน เป็นการรู้จักเสียสละตนเองและแบ่งปันให้ผู้อื่น ซึ่งผลบุญจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมีจิตใจยินดีในการทำบุญให้ทานด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงพุทธศาสนา หรือการให้ทานเกื้อกูลคนยากไร้ ล้วนแล้วแต่เป็นบุญส่งเสริมให้ชีวิตมีโชค มีทรัพย์ และมากด้วยบารมี

10. ทำทานแก่คนยากไร้ เป็นการทำบุญที่มาจากจิตใจอันไม่ยึดติดมีความไม่โลภ ผลบุญจึงหนุนนำให้มีแต่ความราบรื่น ยามมีเรื่องติดขัดก็จะมีผู้มาช่วยเหลือค้ำจุน ยามมีเคราะห์ภัยก็จะแคล้วคลาด เพราะแรงอนุโมทนาจิตจากผู้ยากไร้ที่ได้รับสิ่งของจากเรานั่นเอง

11. ทำบุญโลงศพ ซื้อโลงศพบริจาคศพอนาถาไร้ญาติ จะได้อานิสงส์แรงยิ่งนัก การทำบุญเช่นนี้จะช่วยเสริมดวงชะตาให้แข็งแกร่ง สามารถต้านเคราะห์ภัยหนักต่างๆ และผ่อนหนักเป็นเบาได้

12. พิมพ์หนังสือธรรมะแจก จัดพิมพ์เองหรือร่วมบริจาคสมทบทุนการพิมพ์กับผู้อื่นก็ได้ เป็นการเสริมดวงให้มีวาสนาบารมี เพื่อให้ปัญญาสว่าง หมดทุกข์ หมดโศก ไม่มีเคราะห์ร้ายมากล้ำกราย

13. บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟ จะช่วยให้ชีวิตราบรื่น หมดทุกข์ หมดโศก ประสบแต่ความโชคดี

14. ซื้อข้าวสารถวายวัด เลี้ยงอาหารเด็กกำพร้าตามสถานสงเคราะห์เป็นการสั่งสมบุญกุศล เพื่อให้ชีวิตมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์และเพียบพร้อมด้วยบารมี

15. การตักบาตรร่วมขันกับผู้อื่นหรือทำบุญร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะทำบุญด้วยการบริจาคทรัพย์หรือโดยทางอื่น จะส่งผลให้เนื้อคู่ดูดี ดวงชะตาแข็งแกร่ง เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และจะได้แต่เพื่อนที่ดีในชาตินี้

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552

ความหลังไอศกรีม

เมื่อกาลนานโน้น ไอศกรีม (Ice Cream) หรือ ไอติม กำเนิดในประเทศจีน จากการนำหิมะบนยอดเขาผสมกับนํ้าผลไม้ และกินในขณะที่หิมะยังไม่ทันละลายดี
กระทั่งปลายศตวรรษที่ 13 นักสำรวจโลกคนดัง "มาร์โคโปโล" เดินทางสู่จีน เขาชื่นชอบของหวานเย็นนั้น จึงนำสูตรกลับไปอิตาลี โดยระหว่างเดินทางมีการเติมนมลงไปด้วย กลายเป็นสูตรของเขาโดยเฉพาะ และแพร่หลายไปทั่วอิตาลี ฝรั่งเศส แล้วข้ามไปอังกฤษ
ต่อมา อิตาลีพัฒนาจนเกิดเป็นต้นตำรับไอศกรีมแบบปั่นให้เย็นจนแข็ง เรียกว่าเจลาโต (Gelato)
แล้วแพร่หลายไปในฝรั่งเศสช่วงศตวรรษที่ 16 ก่อนไปอเมริกา ในสหรัฐอเมริกา เบื้องแรกไอศกรีมเสิร์ฟอยู่ในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น กระทั่งหนุ่มชาวบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ เจคอบ ฟัสเซลล์ (Jacob Fussell) ริเริ่มผลิตไอศกรีมเป็นอุตสาหกรรม และจำหน่ายแก่ปวงชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม มีข้อแตกต่างอยู่บ้างระหว่างไอศกรีมเจลาโต้ของอิตาลีกับไอศกรีมสไตล์อเมริกัน เช่น อัตราส่วนขององค์ประกอบ ขั้นตอนการผลิตบางขั้น เป็นต้น ส่งผลต่อกลิ่น รส และเนื้อสัมผัสที่ต่างกัน
สำหรับประเทศไทย ไอศกรีมเข้ามาช่วงใดไม่มีหลักฐานเอกสารแน่ชัด แต่สันนิษฐานกันว่าคงมาหลังสมัยรัชกาลที่ 5
ซึ่งมีการผลิตนํ้าแข็งกินเองแล้ว ไอศกรีมยุคนั้นทำจากนํ้าหวานหรือนํ้าผลไม้ปั่นเย็นจนแข็ง แต่ไม่มีนมหรือครีมผสมด้วย เรียกว่า "ไอติม" ใช้แรงคนปั่น โดยมีหม้อทองเหลืองเส้นผ่าศูนย์กลาง 50-60 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร ภายในมีรูคล้ายลังถึงสำหรับเสียบกระบอกโลหะทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร บรรจุนํ้าผลไม้หรือนํ้าหวาน กระบอกนี้คือแม่พิมพ์ที่ทำให้ไอติมเป็นแท่ง

การปั่นต้องใช้มือจับหูหม้อทองเหลืองทั้ง 2 ข้าง แกว่งหรือหมุนไปมาในถังไม้ที่ใส่นํ้าแข็งผสมเกลือ
หลังจากปั่นได้ครึ่งชั่วโมง - 1 ชั่วโมง ไอของความเย็นจะเริ่มเกาะรอบนอกของกระบอก นํ้าหวานข้างในจะเริ่มแข็งตัว ช่วงนี้ต้องเสียบไม้เข้าไปตรงกลางเพื่อเอาไว้จับกิน จากนั้นหมุนต่อไปอีกจนไอติมแข็งตัว เอากระบอกโลหะไปจุ่มในนํ้าอุ่นเพื่อให้ดึงไอติมออกจากกระบอกง่ายขึ้น นำไปใส่กระติกเร่ขาย ปัจจุบันยังมีไอติมแบบนี้ออกขายอยู่
ต่อมา บริษัทป๊อบ ผู้ผลิตไอศกรีมตราเป็ด ไอศกรีมรายแรกของเมืองไทย สั่งซื้อเครื่องทำไอศกรีมจากต่างประเทศมาผลิตไอศกรีมได้ครั้งละมากๆ เน้นความสะอาดและคุณภาพ
ทำให้ไอศกรีมเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว โดยไอศกรีมตราเป็ดยุคแรก ๆ ยังเป็นไอติมหวานเย็น ก่อนมีการดัดแปลงรสชาติใหม่ ๆ เป็นรสระกำ เฉาก๊วย ลอดช่อง โอเลี้ยง ข้าวเหนียวแดง ถั่วดำ ฯลฯ พร้อมกับนำสูตรใส่นมจากต่างประเทศทำให้เนื้อไอศกรีมละเอียดและเนียน เป็นที่นิยมยิ่งขึ้น
ไทยสมัยนั้นยังสามารถดัดแปลงไอศกรีมจนเป็นเอกลักษณ์ไทยคือ ไอติมกะทิ โดยใช้กะทิสดผสมนํ้าตาลใส่แทนนมและครีม ไม่ต้องใช้กระบอกทำเป็นแท่ง แต่ใช้ตักใส่ถ้วยเป็นลูกๆ และมีคำเรียกขานใหม่ว่า "ไอติมตัก"
ต่อมาจึงมีแบบตักใส่ถ้วยกรอบและขนมปังผ่ากลาง จุดเด่นของไอศกรีมกะทิคือ ดัดแปลงให้มีรสชาติต่างๆ ได้ง่าย เช่น เติมลอดช่อง เม็ดแมงลัก ข้าวโพด ขนุน และเผือก เป็นถ้วย เอ๊ย! เป็นต้น

ต้นกำเนิดเกิดแร่เพชรขึ้นมาบนโลก โดนดาวหาง พุ่งเข้าชน

วารสาร “วิทยาศาสตร์” สหรัฐฯราย งานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์ ได้สำรวจพบฝุ่นละอองของเพชร หล่นโปรยปรายอยู่ตาม พื้นที่ต่างๆของทวีปอเมริกาเหนือ ส่อแสดงว่าโลกเคยโดนฝูงดาวหางชน สมัยเมื่อในราว 13,000 ปีมาแล้ว สร้างความยุ่งเหยิง ทำให้โลกต้องตกอยู่ใต้คำสาปของความหนาว เหน็บ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสัตว์อื่นๆ พากันสูญพันธุ์จนหมด
รายงานการศึกษาส่อว่า ปรากฏการณ์อัศจรรย์เหมือนกับเอามาจากคัมภีร์ไบเบิล บรรยายว่าได้เกิดการระเบิดขึ้นในชั้นบรรยากาศอย่างไม่หยุดยั้งหลายชุด เสียงกัมปนาทเท่ากับการระเบิด ของลูกระเบิดปรมาณูเป็นร้อยลูกพันลูก นักวิจัยกล่าวว่า เพชรที่เรียกว่า “เพชรนาน” ได้เกิดขึ้นยามที่เกิดภาวการณ์ที่อุณหภูมิทะยานขึ้นสูงพร้อมกับความกดดัน อันเนื่องจากการกระทบหรือชนกันในจักรวาล แบบเดียวกับการระเบิดที่เกิดขึ้นเหนือดินแดนทุงกุสกา ในแคว้นไซบีเรีย เมื่อ พ.ศ. 2451 เป็นเหตุให้ ต้นไม้เตียนราบลงเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร
นายดัก เคนเนทท์ หัวหน้าคณะได้พบฝุ่นละอองชิ้นกระจิริดของเพชรตามที่ต่างๆ ในรัฐอริโซนาไปจนถึงรัฐเซาธ์แคโรไลนา และเข้าไปในเมืองอัลเบอตา และมานิโทบาของแคนาดา ฝังอยู่ในระดับที่สอดคล้องตรงกับที่เริ่มเกิดขึ้นมาในยุค “ยังเกอร์ ไดรอัส” เมื่อ 12,900 ปีมาแล้ว ที่เกิดเป็นยุคตกอยู่ใต้คำสาปของความหนาวเย็นนานถึง 1,300 ปี ระหว่างนั้นบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีอยู่ในทวีปอเมริกา เช่น เสือเขี้ยวดาบ ตัวสลอตยักษ์พากันสูญพันธุ์ลง.

วิตามินมีประโยชน์แต่หากทานเกินอาจมีโทษ

การทานวิตามินมีประโยชน์ต่อร่ายกาย แต่ถ้าทานเยอะเกินไปอาจมีโทษต่อร่างกายได้
วิตามินโดยทั่วไป หากทานมากเกินไป ไม่มีอันตราย ร่างกายจะขับออก แต่มีวิตามินบางชนิด หากได้รับมาก จะต้องได้รับสารอื่น เช่น หากได้วิตามิน C มากต้องได้แร่ทองแดง ดังนั้น ไม่ควรทานเกินกว่ากำหนด ตัวอย่าง วิตามิน A หากได้มากกว่า 25000 IU จะทำให้ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผิวแห้ง คันและผมร่วง หากได้มาก ตับม้ามจะโต ปวดกระดูก
ส่วนวิตามิน D หากได้มากเกิน 50000 IU จะทำให้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ท้องร่วง น้ำหนักลดและมีพิษต่อตับ และวิตามิน C โดยทั่วไปไม่มีพิษ แต่หากได้เกิน 1 กรัมจะทำให้เกิดคลื่นไส้ ท้องร่วง ตะคริวและเกิดนิ่วที่ไตธาตุเหล็ก หากได้รับขนาดสูง จะระคายกระเพาะและท้องผูก

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

ภูมิแพ้ทางอาหาร ร้ายแรงแค่ไหน?



หลายคนทราบหรือไม่ว่าโรคภูมิแพ้นั้น มีปฏิกิริยาที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้ แล้วคุณละคิดว่าตัวเองเป็นภูมิแพ้หรือไม่ ?

โรคภูมิแพ้คืออะไร

โรคภูมิแพ้ คือโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งในคนปกติไม่มีปฏิกิริยานี้เกิดขึ้น ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ มีปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อ ฝุ่น ตัวไรฝุ่น เชื้อราในอากาศ อาหาร ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ เป็นต้น สารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกินนี้เรียกว่า 'สารก่อภูมิแพ้' โรคภูมิแพ้ สามารถแบ่งได้ตามอวัยวะที่เกิดโรคได้เป็น 4 โรคคือ โรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้,โรคแพ้อากาศ,โรคตาอักเสบจากภูมิแพ้,โรคหอบหืด,โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

จากข้อมูลเบื้องต้น ลองมาทำความรู้จัก "โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร" ร้ายแรงแค่ไหน

-โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร อาจปรากฏอาการได้ในหลายระบบของร่างกาย โดยอาจเกิดเฉพาะในระบบใดระบบหนึ่งหรือร่วมกันหลายระบบก็ได้ ที่พบบ่อยได้แก่

-ระบบผิวหนัง เช่น อาจเป็นลมพิษแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง มีอาการที่ผิวหนังอักเสบ หรือบวมตามผิวหนัง เป็นต้น ที่พบบ่อยในเด็ก พบว่าการแพ้ไข่ หรือนมวัว มักทำให้เกิดผิวหนังอักเสบในทารก ส่วนการแพ้อาหารทะเล เช่น กุ้ง ปู ปลา มักทำให้เกิดลมพิษแบบเฉียบพลัน สารผสมในอาหารเช่นสี สารกันบูด หรือเชื้อราที่ปนเปื้อน อาจทำให้ลมพิษเรื้อรังมีอาการกำเริบขึ้นได้ เป็นต้น

-ระบบทางเดินอาหาร อาจมีปากอักเสบ แผลในปาก ปวดท้อง ท้องเดิน เลือดออกในทางเดิน อาหาร หรือลำไส้อักเสบ เป็นต้น

-ระบบหายใจ อาจมีจมูกอักเสบ หลอดลมอักเสบ การบวมของกล่องเสียงและหลอดลม หรือหืดได้ ซึ่งมักเกิดร่วมกับอาการในระบบอื่นด้วย

ชนิดของโรคภูมิแพ้จากอาหารตามระยะเวลาที่เกิดอาการหลังได้รับอาหารแล้ว อาจแบ่งได้เป็น

-ชนิดที่มีอาการเฉียบพลัน คือเกิดอาการหลังรับประทานภายใน 2-3 นาที ถึง 1 ชั่วโมง โดยอาจมีอาการคันปากและเพดาน ลมพิษขึ้น หากอาการรุนแรงอาจถึงกับช็อคหมดสติได้

-ชนิดมีอาการช้า อาจเกิดอาการภายหลังรับประทานอาหารเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันได้

อาหารชนิดใดที่เป็นตัวการของการเกิด โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร

-ในเด็ก อาหารที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้มีดังนี้คือ นมวัว ไข่ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ปลา

-ในผู้ใหญ่ อาหารที่เป็นสาเหตุ คือ นม อาหารทะเล ปลา ถั่ว อย่างไรก็ตามอาหารชนิดอื่นนอกเหนือจากนี้ ก็มีโอกาศแพ้ได้

อาการของโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร และสาเหตุอื่นๆ

อาการของโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร อาจเกิดขึ้นกับระบบใดๆก็ได้ในร่างกาย ในบางคน อาจมีอาการทันทีที่รับประทานอาหารที่แพ้เข้าไป บางคน อาจมีอาการหลังจากนั้นประมาณ 1-2 ชั่วโมง อาการที่พบอาจเป็นอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้องแบบบิด อาการทางผิวหนัง เช่น การมีผื่นขึ้น ริมฝีปาก ลิ้น ช่องปากบวม อาการทางระบบทางเดินหายใจเช่น หายใจมีเสียงวี๊ด หายใจลำบาก อึดอัด แน่นในลำคอ อาการที่รุนแรงที่สุดคือ อาการช็อค ซึ่งเกิดเนื่องจาก ปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่รุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรีบด่วน

อาการต่างๆ ที่กล่าวมานี้ เป็นอาการที่เกิดจาก ปฏิกิริยาภูมิแพ้อย่างเดียวหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ อาการต่างๆ เหล่านี้ อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกับภูมิแพ้ ดังตัวอย่างที่กล่าวไว้เรื่องท้องเดินจากการดื่มนม ซึ่งมีสาเหตุมาจากการขาดเอนไซม์ แลคโตส ซึ่งใช้ในการย่อยนม เป็นต้น

สำหรับสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายโรคภูมิแพ้ ได้แก่ อาการสั่นจากอาหารหรือเครื่องดื่มที่ผสม คาเฟอีน อาการหอบ ที่เกิดจากการสารประกอบอาหารเช่นผงชูรส สารพิษที่ถูกปล่อยจากเชื้อโรคบางชนิดที่อยู่ในอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องเดิน การติดเชื้อพยาธิในทางเดินอาหาร โรคของระบบทางเดินอาหารเอง เช่น โรคกระเพาะ โรคทางเดินน้ำดี และสาเหตุทางจิตใจ