วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

" 9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์ "


ผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัด เรื่องอาหารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมอง เป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้
1. จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่ง ผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิด ขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็น โดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อยๆเมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things inlife every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย ใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ระหว่างทาง...ของการเดินถอยกลับ

ระหว่างทาง.. ของการเดินถอยกลับ

เคยไหม..ที่คุณก้าวเดินไปข้างหน้า...

แต่รู้สึกว่ามันเป็นการถอยหลังกลับ

เคยไหม..ที่ท้องฟ้าในโลกส่วนตัวของคุณ

กลับเปลี่ยนจากสีฟ้ามาเป็นเมฆครึ้มสีเทาหม่น โดยไม่มีเค้าลางแห่งพายุร้าย...

ทุกอย่างพัดพาคุณกลับไปสู่จุดเริ่มต้น...

หรือไกลกว่านั้น...เปลี่ยนจากรอยยิ้มเป็นหยดน้ำตา

เปลี่ยนเสียงหัวเราะเป็นเสียงสะอื้นไห้...

ความทุกข์เข้ามาทดแทน วันเวลาแห่งความสุขของคุณ..จนหมดสิ้น...


ความคาดหวังคือปัจจัยหลักของความทุกข์

ความฝันบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์

ชีวิตคนเรามีปัญหา เพิ่มมากขึ้นตามวันเวลาที่หมุนไป...

ทุก ๆ วันเหมือนกับต้องตื่นขึ้นมา เพื่อเดินเข้าไปในสมรภูมิรบ

ฟาดฟันกับปัญหา...


หากคุณชนะคุณก็จะเดินจากมาพร้อมความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง...

หากคุณแพ้คุณก็อาจล้มจมอยู่กับที่...


แล้วจะมีใครสักกี่คนบนโลกใบนี้...

ที่จะคอยยื่นมือให้ความช่วยเหลือเมื่อเราเจ็บปวด

เอาเข้าจริงในโลกใบนี้...เราจะมีใคร ?...

ใครที่เป็นของเราจริง ๆ ...เกิดมาเพื่อเราจริง ๆ ...


บทเรียนของการเดินถอยหลัง...

ทำให้รู้ว่าความคาดหวังมักมาพร้อมกับความผิดหวังเสมอ...

เราคาดหวังว่าจะมีใครมาร่วมแบ่งปันความรู้สึก...

คอยประคับประคองอยู่เคียงข้าง...คอยรับเมื่อเราล้ม..

แล้วตั้งความหวังว่าเขาจะยืนอยู่เคียงข้างเราไปจนวันตาย...

มีลมหายใจของกันและกันอย่างอบอุ่น


แต่ในโลกของความเป็นจริงก็คือ...เราต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้...

หายใจด้วยตัวเองให้ได้...ลุกด้วยตัวเองให้ได้...

อ้อมแขนและลมหายใจของคนอื่น...

เป็นเพียงส่วนประกอบ ที่ทำให้เราเต็มพร้อมสมบูรณ์...

เราจำเป็นต้องก้าวเดินต่อไปให้ได้ แม้ไม่มีส่วนประกอบนั้นก็ตาม...

ฉันได้เรียนรู้ว่า...ความฝันจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงได้เพื่อลดความเจ็บปวดในชีวิต...

เช่นเดียวกับความรัก...

สิ่งที่เรามอบไปอย่างทุ่มเท..โดยไม่เคยคิดถึงความผิดหวังที่จะตามมา...

มักทำให้เราเจ็บปวดจนสุดจะทน...

ความรัก...เปลี่ยนแปลงได้...


รอยเท้าของเราเหยียบย่ำไปท่ามกลางความสับสน

บางครั้งเข็มนาฬิกาก็เดินเร็วขึ้น...บางครั้งกลับเดินช้าลง...

ทุกอย่างไม่เป็นดั่งที่วาดหวังไว้เสียที...

เพราะเราควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้...


ความคิดของเขา..อาจทำให้เราเจ็บปวดจนสุดจะทน..

แต่เราก็ยังจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่..เพื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้น..

ดังนั้นเมื่อมีน้ำตา..และตัดสินใจว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่าหันกลับไปทางเดิม...

เพราะเรากำลังจะเดินจากมันมา..อาจไม่ใช่เขาหรือเราเป็นคนไม่ดี...


แต่ในบางเรื่อง..ก็อาจมีเหตุผลมากกว่าหนึ่งอย่าง...

อย่าพูดว่าเราทำเพื่อเขา...แต่กลับเอาตัวของเราเป็นที่ตั้ง...

เพราะนั่นไม่ใช่รักที่แท้จริง!...

ถ้าบนทางเดินที่ผ่านมาเราก้าวเร็วเกินไป...

มองย้อนกลับไปดูตัวเองใหม่...แล้วหัดเดินให้ช้าลง...

พลังแห่งความรัก

พลังแห่งความรัก
"ความรักเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาทุกเผ่าพันธุ์กลายเป็นญาติสนิทกัน เพราะความรักจะทำลายความเห็นแก่ตัว ความโลภ ความอิจฉาริษยา ความเกลียดชัง ความแบ่งพรรคแบ่งพวก...." นโปเลียนฮิลส์
"ความรักเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในจักรวาลนี้" มีคำกล่าวมากมายที่สนับสนุนคำกล่าวนี้ เช่น ความรักสร้างโลก (คนในโลกจะมีปัญหามากมายถ้าคนเราขาดซึ่งความรัก) หรือความรักเป็นพลังที่ทำให้โลกสวยงาม สดใส หรือความรักเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิตที่มีความสุข
ความรักเป็นพลังด้านบวกที่ทำให้ชีวิตสดใส มีพลัง มีความสุขจริงหรือ ? ทำไมคนบางคนจึงมีความเชื่อที่ว่า "ความรักเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์" หรือ "ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์" ความรักคืออะไรกันแน่ ?
ความรักของคนเราแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภท คนเราทุกคนต้องการความรักทั้ง 3 ประเภทนี้


ความรักประเภทแรก
เรียกว่า ความต้องการความรักและความต้องการการยอมรับจากผู้อื่น (love need)
เป็นความต้องการของมนุษย์ทุกคนที่ต้องการให้ผู้อื่นมาชอบเรา รักเรา เห็นอกเห็นใจเรา ยอมรับเรา เห็นคุณค่า และความสามารถในตัวเรา ความต้องการความรักประเภทแรกนี้สามารถปรากฏออกมาได้ในหลายๆ รูปแบบ เช่น
ความต้องการที่จะให้คนอื่นฟังเมื่อเรากำลังจะพูด ความต้องการคำชม คำยกย่อง เกียรติยศชื่อเสียง เงินทอง คนรัก ฯลฯ เพื่อที่เราจะได้รู้สึกว่าเราเป็นที่ยอมรับ และเป็นที่รักของผู้อื่น
ความรักประเภทแรกนี้แม้ว่าจะเป็นความต้องการของมนุษย์ทุกคน บางคนอาจจะต้องการมาก เช่น เมื่อเราแต่งตัวชุดใหม่มาทำงานแต่เพื่อนไม่ได้ทัก หรือไม่ได้ชม เราจะรู้สึกเสียใจมาก เรารู้สึกเสียใจน้อยหรือแทบจะไม่เสียใจเลย
ทำไมคนเราแต่ละคนจึงมีความต้องการความรักประเภทแรกนี้แตกต่างกัน ? คำตอบง่ายๆ ก็คือ ภาพพจน์ของตัวเราเองจะเป็นตัวกำหนดความต้องการความรักและการยอมรับของคนเรา ถ้าเรามีภาพพจน์ด้านบวกกับตัวเองสูงเท่าไร ความต้องการ Love need ของคนเราก็จะน้อยลงไปเท่านั้น

ความรักประเภทที่สอง
เรียกได้ว่าความรักในวงแคบๆ (small love)
เป็นความรักที่มีอยู่ในวงแคบที่เราเห็นได้ทั่วๆ ไป จากคนที่ไม่ค่อยได้มีการพัฒนาทางจิตใจมากนัก
ความรักที่แคบที่สุด คือคนที่มีความรักให้แก่ตนเองเท่านั้น (Egocentric)
ความรักที่กว้างออกไปอีกหน่อยได้แก่คนที่มีความรักให้แก่ตนเองและคนใกล้ชิดมากๆ เท่านั้น เช่น คนรัก หรือคนในครอบครัว ฯลฯ
คนที่มีความรักในวงแคบๆ นี้ มักจะมีชีวิตที่ทุกข์ระทม เมื่อต้องพลัดพรากหรือสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะสิ่งที่ตัวเองรักมีจำนวนจำกัด เมื่อต้องสูญเสียสิ่งนั้นไปก็จะต้องเสียใจเป็นธรรมดา

ความรักประเภทสุดท้าย
คือความรักความเมตตาที่ยิ่งใหญ่ (Big love)
เป็นความรักที่มีพลังยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นพลังที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราเองเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าแตกต่างกัน
ทำให้เราเคารพตัวเราเองและทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องมีความสัมพันธ์ด้วย เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาจิตใจ
ตามแนวนีโอฮิวแมนนิสก็คือ การฝึกจิตที่ทำให้คนเรามีจิตใจกว้างขวางขึ้น มีน้ำใจให้กับคนรอบข้างในวงที่กว้างขึ้น มีความรักความเมตตาให้กับคนและทุกสรรพสิ่งในวงที่กว้างขึ้น
ยิ่งรัศมีของวงกลมแผ่กว้างออกไปเท่าใด จิตใจของคนเราก็จะมีการพัฒนาสูงขึ้นไปเท่านั้น และความสงบสุข (Bliss) ของจิตใจก็จะมีมากขึ้นไปด้วย
Big love นอกจากจะทำให้ตัวเราเองมีความสุขที่ยิ่งใหญ่แล้ว ยังทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดได้รับรัศมีแห่งความสุขนั้นไปด้วย
และที่สำคัญที่สุดจากกฏของฟิสิกส์ Action = Reaction ผู้ที่มี Big love นี้จะได้รับความรักจากคนรอบข้างสะท้อนกลับมาในปริมาณที่มากด้วย



วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Italian restaurant




[Sosta - To pause] As the latest offering in North Melbourne's already buzzing dining district, Sosta Cucina creates the atmosphere for temporary cessation of all things to allow enjoyment of a simple Northern Italian inspired meal.
Owner Maurice Santucci and head chef Travis Humphery boast CV's listing Australia's finest Italian eateries.
Santucci and Humphery share Northern Italian heritage as well as a passion for "good, unpretentious European food" which is reflected through a menu that, like the design of the restaurant, is elegant yet informal.
The lunch special offers 1, 2 or 3 courses and a glass of house wine from $18 a head. The a la carte menu has offerings like "Baked fresh local sardines layered with nicola potato, fennel, raisins and pinenuts topped with golden breadcrumbs" and "Pot roasted goat leg wrapped in pancetta and stuffed with chestnuts and sage, served upon spinach".

C'est Bon Restaurant


C'est Bon French Restaurant, Port Melbourne opened it's doors to the public on Friday, September 15th, 2006 amidst much celebration. Situated at 'The Paris End' of Bay Street, quietly meeting City Road.

Owned and operated by Amélie Bonnet, daughter of renowned French Chef/Restaurateur Michel Bonnet and restaurant beauty Trisha Bonnet. Born into a family of restaurateurs, Amélie started working in restaurants before she was ten. After 5 years abroad, travelling from New York to London to Vancouver, in 2003 Amélie opened the original C'est Bon in Cairns with the help from her French father. After 3 years of sharing an office with Michel and winning Regional and State awards, such as Best European Restaurant in QLD, that long term dream of a Melbourne C'est Bon was getting closer.


C'est Bon is an inviting, classically styled restaurant with timber floorboards, Bentwood chairs and white linens... It has an intimately warm feel to it, reminiscent of French bistro interiors of New York and Paris restaurants. The menu features Michel's classical French dishes, lovingly executed by young talented French Chef Thomas Routhieau (from Nantes). It is quite unlike anything Port Melbourne has experienced in years.

Vichy


Vichy France, or the Vichy regime are the common terms used to describe the government of France from July 1940 to August 1944. This government, which succeeded the Third Republic, officially called itself the French State (L'État Français), in contrast with the previous designation, "French Republic." Marshal Philippe Pétain proclaimed the government following the military defeat of France by Nazi Germany during World War II and the vote by the National Assembly on July 10, 1940. This vote granted extraordinary powers to Pétain, the last Président du Conseil (Prime Minister) of the Third Republic, who then took the additional title Chef de l'État Français ("Chief of the French State"). Pétain headed the reactionary program of the so-called "Révolution nationale", aimed at "regenerating the Nation."


Vichy France had legal authority in both the northern zone of France, which was occupied by the German Wehrmacht, and the unoccupied southern "free zone", where the regime's administrative center of Vichy was located. The southern zone remained under Vichy control until the Allies landed in French North Africa in November 1942. Recent research by the historian Simon Kitson has shown that, in spite of extensive state collaboration, Vichy led an ultimately unsuccessful campaign to preserve the sovereignty of this southern zone by arresting German spies.
Pétain and the Vichy regime willfully collaborated with the German occupation to a high degree. The French police and the state Milice (militia) organized raids to capture Jews and others considered "undesirables" by the Germans in both the northern and southern zones.


The legitimacy of Vichy France and Pétain's leadership was challenged by General Charles de Gaulle, who claimed to instead represent the legitimacy and continuity of the French government. Following the Allies' invasion of France in Operation Overlord, de Gaulle proclaimed the Provisional Government of the French Republic (GPRF) in June, 1944. After the Liberation of Paris in August, the GPRF installed itself in Paris on August 31. The GPRF was recognized as the legitimate government of France by the Allies on October 23, 1944.


With the liberation of France in August and September, Vichy's officials and supporters moved to Sigmaringen in Germany and there established a government in exile, headed by Pétain, until April 1945. Many of the Vichy regime's prominent figures were subsequently tried by the GPRF and a number were executed. Pétain himself was sentenced to death for treason, but his sentence was commuted to life imprisonment.

เศรษฐกิจของฝรั่งเศส


ฝรั่งเศสเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจอันดับที่ 4 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและเยอรมัน ฝรั่งเศสอยู่ในอันดับเดียวกับสหราชอาณาจักร (ผลิตภัณฑ์มวลรวมฝรั่งเศสมีมูลค่ามากกว่าร้อยละ 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก) การค้าต่างประเทศของฝรั่งเศสคิดเป็นมูลค่าร้อยละ 6 ของการค้าทั่วโลกมีผลทำให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจเป็นอันดับแรกๆ
ฝรั่งเศสเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 4 ของโลก ทั้งยังเป็นผู้ส่งออกผลิตผลภาคเกษตรและภาคบริการอันดับที่ 2 และผู้ส่งออกผลิตผลด้านอุตสาหกรรมอันดับที่ 4 การส่งสินค้าออกของประเทศฝรั่งเศสคิดเป็นร้อยละ 21 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศซึ่งมีมูลค่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่น (ร้อยละ 10) และสหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 9)
เศรษฐกิจของฝรั่งเศสซึ่งขาดดุลมาเป็นเวลานานเริ่มได้เปรียบดุลทางการค้าตั้งแต่ปี 2535 การขายสินค้าประเภทต่างๆ ที่ทำให้ดุลการค้าของประเทศฝรั่งเศสปรับตัวขึ้นมีดังนี้
- การขายสินค้าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างอากาศยาน เครื่องใช้สำนักงาน ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าด้านอุตสาหกรรม

- การขายสินค้าบริโภคทางการเกษตร

- สินค้ายุทโธปกรณ์

- สินค้าฟุ่มเฟือย

- เวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์
นอกจากนี้แล้ว ภาคบริการไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวหรือการเงิน ประเทศฝรั่งเศสได้เปรียบดุลประเทศ อื่นๆ เป็นอันมาก
โดยทั่วไปการขาดดุลของฝรั่งเศสเกิดขึ้นเนื่องจาก

- การซื้อสินค้าด้านพลังงาน

- การซื้อสินแร่

- การซื้ออาหารจากประเทศเขตร้อน

- การซื้อผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบางประเภทอาทิเช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม หนังฟอกและหนังดิบ รองเท้า ฯลฯ
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ลงทุนมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร บริษัททั้งหมด 16,000 แห่งทั่วโลกซึ่งมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวฝรั่งเศสมีพนักงานทั้งหมด 2.6 ล้านคน สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ฝรั่งเศสเข้าไปลงทุนมากที่สุดมีจำนวนบริษัททั้งสิ้น 1,850 บริษัท และพนักงาน 370,000 คน ในขณะที่ประเทศเยอรมัน (1,100 บริษัท พนักงาน 224,000 คน) สหราชอาณาจักร (1,200 บริษัท พนักงาน 221,000 คน) และสเปน (1,000 บริษัท พนักงาน 218,000 คน) มีจำนวนบริษัทฝรั่งเศสและพนักงานมากพอๆ กัน
พนักงานเหล่านี้มีจำนวนมากที่สุดอยู่ในสหภาพยุโรปและคิดเป็นร้อยละ 45 ของพนักงานทั้งหมด ในประเทศที่กำลังพัฒนาถึงแม้ว่าการลงทุนของบริษัทฝรั่งเศสในบราซิลมีมากกว่าประเทศอื่นมาก แต่ในทางกลับกันการลงทุนของประเทศฝรั่งเศสในอเมริกาใต้กลับหยุดขยายตัว เช่นเดียวกับในแอฟริกาซึ่งฝรั่งเศสเข้าไปลงทุนมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งนี้ตรงกันข้ามกับการลงทุนในประเทศทวีปเอเชียซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ต้อนรับนักลงทุนจากต่างประเทศอย่างเปิดกว้างเช่นเดียวกัน สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนในฝรั่งเศสมากเป็นอันดับ 1 (และสร้างงานให้คนถึง 8,000 คนในปี 2544) รองจากประเทศดังกล่าวคือเยอรมันและสหราชอาณาจักร ในปี 2544 บริษัทจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้สร้างงานให้คนมากกว่า 13,000 คนซึ่งนับว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนการจ้างงานทั้งหมด อย่างไรก็ตามการลงทุนจากประเทศในทวีปอเมริกาเหนือและสหภาพยุโรปลดลงถึงร้อยละ 30 ยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์การลงทุนของแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (เยอรมันลดการลงทุนถึงร้อยละ 51 และอิตาลีร้อยละ 52 ในขณะที่การลงทุนของเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และสเปนร้อยละ 50)
จำนวนของการลงทุนรายใหญ่(ซึ่งมีการจ้างงานมากกว่า 500 คน)มีแนวโน้มว่าจะลดลง ในขณะที่จำนวนของการลงทุนรายย่อยซึ่งมีการจ้างงานเพียง 10-20 คนได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 สภาวการณ์นี้เป็นผลจากการชะลอตัวของการลงทุนมูลค่าสูงหลังจากความล้มเหลวของภาคเทคโนโลยีสมัยใหม่กอรปกับเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ในขณะที่ตลาดด้านเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์และการสื่อสารชะลอการขยายตัวลงอย่างมาก การลงทุนธุรกิจแบบเก่าหลายประเภทอาทิเช่น ศูนย์วิจัย สำนักงานพาณิชย์ บริษัทดูแลขั้นตอนการผลิต ฯลฯ กลับมีจำนวนสูงขึ้น
ภาคธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคืออุตสาหกรรมรถยนต์ สินค้าแปรรูป ส่วนประกอบ อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องมือทางการแพทย์และศัลยแพทย์
ในปี 2544 ส่วนต่างๆ ของประเทศฝรั่งเศสที่มีการลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุดได้แก่ Ile-de-France, Nord-Pas-de Calais, Provence-Alpes-Côte-d’Azur และ Midi Pyrénées